บทที่ 5 4.2 ปภินดา VS ป้าอรทม
คุณนายพูดจีบปากจีบคอแล้วคว่ำปากที่ทาด้วยลิปแมทสีม่วงมองดูแล้วยิ่งเหมือนกับพวกแม่มดในหนังสยองขวัญไม่มีผิด
ปภินดาหัวเราะเสียงดังลั่นกับคำพูดจากถากถางของว่าที่แม่สามีแต่เธอก็ไม่รู้สึกสะทกสะท้านหรือรู้สึกแย่ได้เท่ากับวินาทีที่เห็นอธิกะกำลังยื่นนิ้ว ไปเกลี่ยเช็ดที่หน้าของคู่ควงของเขาในร้านอาหาร
เมื่อกี้ยังเบี่ยงหน้านี้อยู่เลย แต่ตอนนี้กลับไปเช็ดหน้าเช็ดตาให้ผู้หญิงเขาซะแล้ว
“คนสัปปลับ!” เธอพึมพำกำ มือแน่นรู้สึกเจ็บจี๊ดในใจอย่างบอกไม่ถูก
คุณนายอรวรรณเห็นว่าคู่เจรจาปากกล้านิ่งงันไป เธอจึงเอี้ยวตัวไปดูสถานการณ์อันแสนชื่นใจด้าน หลัง
"ว๊ายย สลดไปเลยสิ เหมาะสมกันดีใช่ไหมล่ะยะ อีกคนก็หล่ออีกคนก็สวย ฐานะก็เสมอกันทั้งสองฝ่าย ช่างแตกต่างกับเธอราวฟ้ากับเหว และเธอยังอยากให้ลูกชายฉันไปคบกับเธออีกเหรอแม่ปภินดา ถ้าเธอรัก และหวังดีกับอธิกะก็ปล่อยลูกชายฉันไปเถอะ แต่ถ้า เธอเกิดตกหลุมรักเขาเข้ามาแล้วจริง ๆ ก็สู้ ๆ นะ ฉันจะเอาใจช่วยก็แล้วกัน"
หญิงสาวรู้สึกตงิดในคำพูดกำกวมแปลก ๆ ของคุณนายอรวรรณ
ทำไมว่าที่แม่ผัวคนนี้ถึงดูรู้จักมักจี่เธอดี ในบางคำพูดเหมือนจะไม่สนับสนุนเธอ
แต่ในบางประโยคก็เหมือนกำลังเชียร์เธออยู่เงียบ ๆ สรุปแล้วมันยังไงกันแน่ ผู้หญิงคนนี้มีแผนการอะไรซ่อนอยู่
"ยังไงก็เหอะ ดิฉันจะปล่อยลูกชายของคุณแน่ นอน แต่ถ้าลูกชายคุณไม่ปล่อยดิฉันไป ดิฉันก็ทำอะไรไม่ได้อยู่ดี ขอตัวนะคะคุณป้าปากม่วง" ปภินดากัดฟันแน่นแล้วรีบเดินออกมาจากโรงแรมโดยเร็ว
เมื่อเธอจากไป คุณนายอรวรรณก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก และฉีกยิ้มอย่างมีพิรุธ “เหมือนกับยัยปริมไม่มีผิด” คุณหญิงพึมพำแล้วนั่งจิบน้ำชาอย่างสบายใจ เพราะอีกไม่นานเธอคงจะได้อุ้มหลานสมใจอยากแน่นอน
หลังจากที่หญิงสาวก้าวขาพ้นประตูโรงแรมน้ำตาของเธอจะบ่าทะลักออกมา
ขณะที่เธอยืนปาดน้ำตา กล้อง ๆ หนึ่งก็จับภาพทุกเหตุการณ์เอาไว้ อย่างละเอียดด้วยฝีมือของลูกชายเจ้าของโรงแรม เพื่อนสนิทของอธิกะ
และเป็นเพราะเขานี่เองที่ช่วย เพื่อนรักตามหาปภินดาตลอดระยะเวลาสี่ปี ไม่อย่างนั้นเพื่อนเขาก็คงจะเป็นคาสโนว่าฆ่าไม่ตายไปตลอดชีวิต
ดวงหน้านิ่งจ้องมองเงาของพระจันทร์ที่ลอย เด่นอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา หญิงสาวครุ่นคิดกับสิ่งที่แม่ของอธิกะพูดกับเธอที่ว่าเธอมีทุกอย่างแตกต่างจากเขา และบอกว่าเขาเหมาะสมกับคนอื่นมากกว่า มันเป็นความจริงที่ว่าเธอกับเขาเป็นคู่ที่ไม่ควรมา บรรจบกัน
ขนาดการมาพบเจอกันในครั้งแรกของเขาและเธอยังพิลึกพิลั่นไม่เหมือนใคร การที่ต้องมาเซ็น
สัญญาฉบับนั้นเพื่อแลกกับที่ดินราคาหลายล้านที่เธอไม่มีปัญญาจะซื้อมาด้วยสองมือของตนเอง แค่นี้ มันก็ประหลาดพอแล้ว
หากคิดว่าเขาตกหลุมรักเธอจริงดั่งเทพนิยายมันยิ่งเป็นเรื่องตลกร้ายเข้าไปใหญ่
แต่ทั้งนี้มันก็ล้วนเป็นการตัดสินใจที่สะเพร่า ของเธอความหน้าเงินของเธอเองทั้งสิ้น
เพราะเธออยากให้ร้านขนมตั้งอยู่บนโลเคชั่นที่ดีที่สุดของเมือง
หลายปีที่ผ่านมาเธอจึงพยายามเก็บ หอมรอมริบเพื่อซื้อที่ดินผืนนี้ของยัยเจ๊เจ้าของที่ดินหน้าเลือดคนหนึ่ง
แต่ว่าเธอก็ยังไม่สามารถเก็บเงินได้ตามจำนวนที่วางเป้าหมายไว้ได้สักที
"ทำไมแกไม่บอกยัยคุณหญิงอรวรรณพันบาปนั่นไปวะว่าตระกูลแกเนี่ยเป็นตระกูลนักทำขนมชาววังตั้งแต่สมัยรัชกาลที่เจ็ดเลยนะโว้ย แล้วพี่สาวแม่ แกกับยายแกก็ยังเปิดโรงเรียนสอนทำอาหารและ ขนมชาววังโด่งดังไปทั่วโลก ทำไมคุณหญิงอรวรรณพันบาปนั่นไม่รู้จักสืบเสาะหาข้อมูลให้ดีก่อนมาด่า เพื่อนรักของฉันวะเนี่ย"
บุ้งกี๋เพื่อนรักอีกคนของปภินดาที่มีโฮมสเตย์แบบไทยร่วมสมัยอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาบ่นเสียงดัง
"สงสัยป้าแกคงไม่ท่องโซเชียลมั้งและฉันก็ไม่มีความจำเป็นต้องป่าวประกาศว่าตัวเองเป็นทายาทตระกูลผู้ดีเก่า เพราะตอนนี้ฉันใช้นามสกุลพ่อ คือ
วงศ์กวินทร์ ราชากะทะเหล็กซอยสิบเอ็ดฝั่งธนแล้วใครมันจะมาสนใจว่าฉันเป็นหลานสาวคนเดียวของคุณ ยายปภาวดี กลิ่นการเวกล่ะยัยบุ้ง"
"ฉันว่าถ้ายัยป้าแม่ผัวแกรู้ว่าแกโคตรมีสกุล รุนชาติ นางจะทำหน้ายังไง" รตีบอกแล้วตักชีสเค้กที่ปภินดาเอามาจากร้านเข้าปากอย่างเอร็ดอร่อย
"เออจริงว่ะอยากเห็นจริง ๆ สงสัยทำหน้า แบบเห็นผีแน่เลยฮ่าฮ่า"
บุ้งกี๋บอกแล้วขำเสียงดังพร้อมกับรตี
ปภินดามองเพื่อนสนิททั้งสองคนแล้วอมยิ้ม แต่พักหนึ่งเธอก็กลับมาทำหน้าตึงเหมือนเดิม
หญิงสาวเอนตัวลงนอนบนเก้าอี้ผ้าใบชายหาดถอนหายใจออกมาอย่างเบื่อหน่าย
เพราะวันนี้เธอรู้สึกเครียดกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
อีกอย่างป่านนี้เธอคงกลับไปนอนตีพุงกินข้าวฝีมือพ่อกับแม่ที่บ้านคงไม่ต้องมานั่งเล่าความในใจให้บุ้งกี๋ฟังแบบนี้หรอก
แล้วไหนจะไม่ได้เจอหน้ายายเลยนับตั้งแต่วันที่แม่กับยายทะเลาะกัน พอเธอแอบไปหายายกับป้าทีไรก็มีหนอนบ่อนไส้แอบโทรไปบอกแม่ของเธอทุกที
พอเธอกลับมาถึงบ้านก็โดนแม่เอ็ดตะโรยกใหญ่ทำอย่างกับว่าเธอทำอะไรผิดทั้งที่เธอแค่คิด ถึงป้ากับยายที่เคยเลี้ยงดูเธอมาเท่านั้นเอง
เธอไม่เข้าใจเลยว่าคนเรามันจะอคติและมีทิฐิต่อกันได้มากขนาดนี้เลยเหรอ
เพราะยายกับป้ามองว่าพ่อแม่เธอดูเป็นคนไร้เป้าหมายทำอะไรก็ไม่สุดสักทาง กว่าพวกเขาจะพบว่าตัวเองชอบทำกับข้าวก็มาค้นเจอตัวตนก็ตอนอายุจะสี่สิบอยู่แล้ว แต่พ่อแม่ก็ไม่ได้ผิดอะไร พวกเขาแค่พบสิ่งที่ใช้ช้าไปนิด
"คิด ๆ แล้วก็อยากไปเจอยายกับป้าจัง ไม่เจอหน้ากันมาตั้งปีกว่าแล้ว อย่างน้อยฉันก็จะได้ไปบอกพวกเขาว่าตอนนี้พ่อกับแม่มีร้านอาหารใหญ่โตอยู่หน้าบ้านลูกค้าแวะเวียนมากินล้นร้านทุกวัน" หญิง สาวพึมพำแล้วหันหน้าไปหาบุ้งกี๋ "แกว่าไปหาดีมะ"
"แกก็ไปสิครีม ยายกับป้าแกรักแกจะตายไป ขืนแกหายหัวไปแบบนี้เรื่อย ๆ รับรองโรงเรียนสอนทำอาหารขนมชาววังนั่นตกเป็นของแมวแน่นอน"
"ก็จริงแหละ" ปภินดาอมยิ้มเพราะยายของ เธอเปิดมูลนิธิช่วยแมวจรจัดนับพันตัว หากว่าเธอ จะมีใครเป็นต้นแบบก็คงจะเป็นยายสุดที่รักของเธอคนนี้
